สมุนไพร ไทยนี้มีค่ามาก  พระเจ้าอยู่หัว ทรงฝาก ให้รักษา

แต่ปู่ย่า ตายาย ใช้กันมา  ควรลูกหลาน รู้รักษา ใช้สืบไป

เป็นเอกลักษณ์ของชาติควรศึกษา  วิจัยยา ประยุกต์ใช้ให้เหมาะสมัย

รู้ประโยชน์รู้คุณโทษ สมุนไพร  เพื่อคนไทย อยู่รอด ตลอดกาล

พระนิพนธ์ในสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี

 

  

               สมุนไพรคืออะไร ตามพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2525 คำว่า สมุนไพร หมายถึง พืชที่ใช้ทำเป็นเครื่องยา สมุนไพร กำเนิดมาจากธรรมชาติและมีความหมายต่อชีวิตมนุษย์ โดยเฉพาะ ในทางสุขภาพ อันหมายถึงทั้งการส่งเสริมสุข ภาพและการรักษาโรค ความหมายของยาสมุนไพร พระราชบัญญัติยา พ.ศ. 2510 ได้ระบุว่า ยาสมุนไพร หมายความว่า ยาที่ได้ จากพฤกษาชาติ สัตว์ หรือแร่ธาตุ ซึ่งมิได้ผสมปรุงหรือ แปรสภาพ เช่น พืชก็ยังเป็นส่วนของราก ลำต้น ใบ ดอก ผล ฯลฯ ซึ่งมิได้ผ่านขั้นตอนการแปรรูปใด ๆ แต่ในทางการค้า สมุนไพรมักจะถูกดัดแปลงในรูปแบบต่าง ๆ เช่น ถูกหั่น ให้เป็นชิ้นเล็กลง บดเป็นผงละเอียด หรืออัดเป็นแท่ง แต่ในความรู้สึกของคนทั่วไปเมื่อกล่าวถึงสมุนไพร มักนึกถึง เฉพาะต้นไม้ที่นำมาใช้เป็นยาเท่านั้น หากจะกล่าวโดยสรุปจะได้ความหมายของคำว่า สมุนไพรคือ พืชที่มีสรรพคุณในการรักษาโรค หรืออาการ เจ็บป่วยต่าง ๆ หรือจะกล่าวสั้นก็คือ พืชที่ใช้ทำเป็นเครื่องยา ส่วน ยาสมุนไพรคือ ยาที่ได้จากส่วนของพืช สัตว์ และแร่ ซึ่งยังมิได้ผสมปรุง หรือ แปรสภาพ ส่วนการนำมาใช้ มุนไพรไทย มีดีกว่าที่คิด อาจดัดแปลงรูปลักษณะของสมุนไพรให้ใช้ได้สะดวกขึ้น เช่น นำมาหั่นให้มีขนาดเล็กลง หรือ นำมาบดเป็นผง เป็นต้น อย่างไรก็ตามในปัจจุบัน มีผู้พยายามศึกษาค้นคว้า เพื่อพัฒนายาสมุนไพรให้สามารถนำมาใช้ในรูปแบบที่ สะดวกยิ่งขึ้น เช่น นำมาบดเป็นผงบรรจุแคปซูล ตอก เป็นยาเม็ด เตรียมเป็นครีมหรือยาขี้ผึ้งเพื่อใช้ทาภายนอก เป็นต้น ในการศึกษาวิจัยเพื่อนำสมุนไพรมาใช้เป็นยาแผน ปัจจุบันนั้น ได้มีการวิจัยอย่างกว้างขวาง โดยพยายามสกัด สารสำคัญจากสมุนไพรเพื่อให้ได้สารที่บริสุทธิ์ ศึกษาคุณสมบัติ ทางด้านเคมี ฟิสิกส์ของสารเพื่อให้ทราบว่าเป็นสารชนิดใด ตรวจสอบฤทธิ์ด้านเภสัชวิทยาในสัตว์ทดลองเพื่อดูให้ได้ ผลดีในการรักษาโรคหรือไม่เพียงใด ศึกษาความเป็นพิษ และผลข้างเคียง เมื่อพบว่าสารชนิดใดให้ผลในการรักษาที่ดี โดยไม่มีพิษหรือมีพิษข้างเคียงน้อยจึงนำสารนั้นมาเตรียม เป็นยารูปแบบที่เหมาะสมเพื่อทดลองใช้ต่อไป

 

  

               สมุนไพรไทยมีดีกว่าที่คิด เรื่องของสมุนไพร ไม่ใช่เฉพาะเอกชนเท่านั้นที่สนใจ หน่วยงานภาครัฐหลายหน่วยงานให้ความสนใจ และให้ ความสำคัญในการศึกษา ค้นคว้า และวิจัย กรมวิชาการเกษตรเป็นหน่วยงานรัฐอีกหน่วยงานหนึ่งที่ดำเนินการเรื่องของ สมุนไพร โดยมีการตั้งกลุ่มงานสมุนไพร สถาบันวิจัยพืชสวน ขึ้นมารับผิดชอบ มีการศึกษา วิจัย ค้นคว้า รวบรวมสมุนไพร หลากหลายชนิด จัดทำเป็นเอกสารแนะนำให้ผู้ที่สนใจ นำไปใช้ อาทิ

 

พืชสมุนไพรในการป้องกันกำจัดศัตรูพืช เพื่อนำมา ใช้ทดแทนการใช้สารเคมี ทำให้ไม่มีสารพิษตกค้าง ไม่มี ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและศัตรูธรรมชาติ ต้นทุนการ ผลิตก็ลดลง เช่น

- กลอย นำไปใช้ในการฆ่าแมลง เช่น เพลี้ยอ่อน แมลงสิง และแมลงทั่วไป โดยโขลกกลอย 1 กิโลกรัม หมักในน้ำ 1 ปี๊บ ทิ้งค้างคืน 1-2 คืน นำไปฉีดพ่นฆ่าแมลง

- ตะไคร้หอม ใช้ทำยาป้องกันกำจัดแมลง และ ล่อแมลงวันตัวผู้ ใช้ใบสดที่แก่จัดผสมกับหัวข่าสด และ ใบสะเดาสด บดให้ละเอียดในอัตราที่เท่ากัน แช่ในน้ำ 1 ปี๊บ หมัก 1 คืน กรองเอาเฉพาะน้ำ ผสมกับน้ำสะอาด 10 ช้อนแกง ต่อน้ำ 20 ลิตร ฉีดกำจัดแมลงในพืชผัก และไม้ผล และ ยังสามารถนำมากลั่นเป็นน้ำมันหอมระเหย พ่นทาผิวหนัง กันยุงและแมลงได้อีกด้วย

- เถาวัลย์เปรียง นำไปใช้ฆ่าแมลง ด้วยการทุบ รากประมาณ 1 กิโลกรัม แช่น้ำ 1 ปี๊บ ค้างคืน แล้วนำน้ำ หมักไปฉีดพ่นฆ่าแมลงได้หลายชนิด

- สะเดา ใช้รักษาผิวหนัง และฆ่าแมลง โดยใช้ เมล็ดหรือใบสะเดาบด 1 กิโลกรัมต่อน้ำ 20 ลิตรหมัก ค้างคืน หรือนำแล้วนำไปฉีดพ่นไล่แมลงได้หลายชนิด

- มะคำดีควาย ใช้ฆ่าแมลงเช่นกัน โดยนำผล มะคำดีควาย 1 กิโลกรัม ทุบให้เนื้อผลแตก นำไปหมัก ในน้ำ 1 ปี๊บ ทิ้งไว้ 1 คืน นำไปฉีดพ่นฆ่าแมลงศัตรูพืช

- โล่ติ๊น หรือ หางไหล ใช่ฆ่าหนอนหรือแมลง โดยใช้ส่วนของรากทุบแช่น้ำ แล้วนำน้ำไปรดสวนผักเพื่อ ฆ่าหนอนหรือแมลงที่มาทำลายผัก

- แห้วหมู ใช้รากหรือเหง้าประมาณ 1-2 กิโลกรัม แช่น้ำ 1 ปี๊บ ทิ้งค้างคืน นำน้ำไปฉีดพ่นฆ่าแมลง - หนอนตายหยากเล็ก ใช้เหง้า 10 กิโลกรัม กากน้ำตาล 10 กิโลกรัม ตะไคร้ทั้งต้น 5 กิโลกรัม ใบหูเสือ ใบสาบเสือ มาบดให้ละเอียดหมักไว้ ผสมน้ำฉีดพ่นฆ่าแมลง ในสวนส้มได้ดี

 

พืชสมุนไพรที่ใช้ทำน้ำมันหอมระเหย สามารถนำมา ตะไคร้หอม ไล่ยุง เป็นสมุนไพรแก้โรคต่างๆ มากมาย เช่น

- จำปี ใช้ดอก บำรุงหัวใจ บำรุง ประสาท บำรุงโลหิต น้ำมันจากดอกและ ผล บำรุงธาตุ แก้คลื่นเหียน แก้ไข้ ขับปัสสาวะ ใบ แก้โรคประสาท แก้ป่วง แก่น บำรุงประจำเดือน รากแห้งหรือ เปลือกราก ผสมนมสำหรับบ่มฝี

- ช้าพลู ใช้ใบขับเสมหะ ทำให้ เสมหะงวด ทำให้เลือดลมซ่าน เจริญ อาหาร ดอก (ผล) ใช้ขับเสมหะ แก้เสมหะ ในทรวงอก ราก ทำให้เสมหะแห้ง ขับลมในลำไส้ และบำรุงธาต

- กรรณิการ์ ใบแก้ไข้ แก้ปวดข้อ บำรุงน้ำดีเจริญ อาหาร ดอก แก้ลมวิงเวียน แก้ไข้ เปลือก ใช้เปลือกต้ม แก้ปวดศีรษะ ต้นรสหวานเย็นฝาด - กระดังงา ดอกใช้ ปรุงเป็นยา แก้ลมและบำรุง เลือด รักษาโรคหืด ใบและเนื้อไม้ ต้มน้ำกินเป็นยาขับ ปัสสาวะ ใบเป็นยาแก้คัน ต้น กิ่ง ก้าน ขับปัสสาวะ แก้ขับ ปัสสาวะพิการ

- กฤษณา เนื้อไม้ บำรุงโลหิตในหัวใจ บำรุงตับ และปอดให้เป็นปกติ แก้ลม แก้ลมอ่อนเพลีย แก้ไข้ บำรุง โลหิต รักษาโรคปวดข้อ แก่นไม้ บำรุงโลหิต บำรุงหัวใจ บำรุงตับ และปอดให้ปกติ

- แก้ว ใช้ก้านและใบสดบดแช่แอลกอฮอล์ 24 ชั่วโมง ใช้ทาหรือเป็นยาฉีดระงับปวด แก้ปวดฟัน ก้าน ใช้ทำความสะอาดฟัน รากและใบสด แก้ผดผื่นคัน จากความชื้นหรือแมลงกัดต่อย

- โกฐจุฬาลำพา ใช้ทั้งต้น แก้ไข้ที่มีผื่นขึ้นตามตัว เช่น หัดเหือด สุกใส ฝีดาษ ไข้รากสาด แก้หืด ไอ แก้ไข้ เพื่อเสมหะ - จำปา ใช้ดอก ปรุงเป็นยาหอม บำรุงหัวใจ เปลือกต้น สมาน แก้ไข้ ราก เป็นยาบำรุงธาตุบำรุงกำลัง บำรุงเส้นผมแก้ผมหงอก บำรุงผิวหนังให้เปล่งปลั่งแก้ ท้องผูก แก้ลม แก้พรรดึก แก้ไอ

- พิกุล ใช้เปลือกต้น ฆ่าแมลงกินฟัน กระพี้ แก้ เกลื้อน แก่น บำรุงโลหิต ใบ ฆ่าเชื้อกามโรค ดอก แก้ลม บำรุงโลหิต ราก บำรุงโลหิต แก้เสมหะ

 

พืชสมุนไพรเพื่อความงาม เป็นสมุนไพรรักษา โรคต่างๆ ได้มากมายเช่นกัน เช่น

- กวาวเครือขาว หัว ต้มน้ำดื่มบำรุงกำลัง เป็น ยาอายุวัฒนะ บำรุงเนื้อให้เจริญทำให้เลือดคั่งเต่งที่มดลูก บำรุงอวัยวะสืบพันธุ์ให้เจริญ รับประทานขนาดเท่าเมล็ด พริกไทย 1 เม็ดต่อวัน

- ขมิ้นชัน เหง้าสด แก้โรคเหงือกบวมเป็นหนอง รักษาแผลสด แก้โรคกระเพาะแก้ไข้คลั่งเพ้อ แก้ไข้เรื้อรัง ผอมเหลือง แก้โรคผิวหนัง แก้ท้องร่วง แก้บิด พอกแผล แก้เคล็ดขัดยอก ขับผายลม คุมธาตุ หยอดตาแก้ตาบวม ตาแดง ทาแก้แผลถลอก แก้โรคผิวหนังผื่นคัน แก้ท้อง อืดเฟ้อ รักษาแผลในกระเพาะอาหาร

- มะกรูด ใบต้มดื่มแก้หลอดลมอักเสบ แก้เจ็บคอ ตับอักเสบ กระตุ้นน้ำลาย ขับปัสสาวะ ปวดตามข้อ แนว ประสาท ตำพอกแก้ปวดบวม แก้อักเสบ จุดด่างดำบนใบหน้า ราก เถา รสหวานต้มน้ำดื่มแก้ไอ แก้หวัด รากเถา รสเปรี้ยว ต้มดื่มแก้หืด เจ็บคอ ไอแห้ง กัดเสมหะ แก้ร้อนใน อาเจียน ตับอักเสบ ดีซ่าน ขับปัสสาวะ ขับเสมหะ ผลรส เปรี้ยว ใช้ทำยาดอง ฟอกโลหิตระดู ถอนพิษผิดสำแดง ผิวลูก รสปร่าหอมติดร้อน ขับลมในลำไส้ ขับระด

- มะเขือเทศ ใบสด นำมาตำละเอียดใช้เป็น ยาทาหรือพอกแก้ผิวหนังถูกแดดเผา ผลสด นำมา รับประทานสด หรือต้มเอาน้ำแกงกินเป็นยาแก้กระหายน้ำ เป็นยาระบายอ่อนๆ ทำให้เจริญอาหาร ช่วยขับพิษ และ สิ่งที่คั่งค้างในร่างกาย ช่วยบำรุง และกระตุ้นกระเพาะ อาหาร ลำไส้ และไต ราก ใช้รากสด นำมาต้มเอาน้ำกิน เป็นยาแก้ปวดฟันหรือใช้น้ำที่ต้มน้ำมาล้างบาดแผล

- บัวบก ต้นนำมาต้มน้ำดื่ม แก้ฟกช้ำ ลดอาการ อักเสบได้ดี ทำครีมทาผิวหนัง แก้อักเสบเป็นเครื่องดื่ม แก้ร้อนใน

- พลับพลึง หัวใช้ต้มเอาน้ำรับประทานทำให้ อาเจียนเป็นเสมหะ เป็นยาบำรุงกำลัง เป็นยาระบาย รักษาโรค เกี่ยวกับน้ำดีโรคเกี่ยวกับปัสสาวะ ใบ ใช้ลนไฟพอนิ่มแก้เคล็ดบวม ขัดยอก ใช้ตำปิดศีรษะแก้ปวดศีรษะ ลดอาการไข้ ใช้ต้มดื่มทำให้อาเจียน รากใช้ตำพอกแผล หรือเคี้ยวกลืน รักษาพิษยางน่อง เมล็ดใช้เป็นยาขับปัสสาวะ ขับประจำเดือน เป็นยาระบาย ยาบำรุง

- ว่านหางจระเข้ นำวุ้นจากใบล้างน้ำให้สะอาด ฝานทาหรือปิดแผลไฟไหม้ น้ำร้อนลวก ดับพิษร้อน น้ำ จากเมือกใบใช้ทาผิวป้องกัน และบรรเทาอาการผิวหนัง เกรียมไหม้จากแดดหรือรังสี ทาผิวรักษาสิวฝ้า และขจัด รอยแผลถลอก นอกจากนั้นน้ำวุ้นกินรักษาโรคกระเพาะ แก้ร้อนในและบำรุงร่างกาย

- อัญชัน ดอกใช้เป็นสีผสมอาหารหรือขนม ซึ่งจะ ให้สีม่วง ใส่น้ำมะนาวผสมรากใช้ถูกับฟันทำให้แข็งแรง ดอกช่วยรักษาอาการผมร่วง นิยมใช้เป็นส่วนผสมของแชมพู

และยังมีข้อมูลสมุนไพรอีกมากมายที่ไม่ได้ยกตัวอย่างมา แต่ทางร้านภูมิใจไทย จะหาข้อมูลดีๆแนะนำ เพื่อสงเสริมให้คนไทย สุขภาพดีและรักความเป็นไทยของเราครับขอบคุณครับ

ที่มาของข้อมูล: น.ส.พ. กสิกร ปีที่ 83 ฉบับที่ 4